ยูนิซิตี้ unicity สินค้ายูนิซิตี้ ธุรกิจยูนิซิตี้

คุณกำลังอยู่ที่หน้า: หน้าแรก > ข่าว > จับกระแส ขายตรงข้ามชาติแค่เกมส์ลวง

ดูประวัติ

จับกระแส ขายตรงข้ามชาติแค่เกมส์ลวง
9Healthcare.com / 2011-08-18

จับกระแส ขายตรงข้ามชาติจัดเต็มหรือแค่เกมส์ลวง

     จับประเด็นร้อนขายตรงข้ามชาติหน้าใหม่ของจริง หรือแค่ปั่นกระแสลวง  แต่ละค่ายออกสปีดเต็มแรง  หวังแย่งสมาชิกที่อกหักจากค่ายเดิม  "โมนาวี"  ดีกรีแห่งรัฐยูทาห์ สหรัฐฯ  อาศัยจังหวะผู้นำค่าย "เอเจล" แตกทัพ  ขยับเปิดบริษัทรับส้มหล่นก่อนเพื่อน  ด้วยทุนจดทะเบียนบริษัทแค่ 3 ล้านบาท...เมื่อบริษัทไม่ยอมอัดฉีดงบลงทุนตามที่คาดหวัง  ส่งผลให้ "ธเนตร วงษา"  เผ่นไปซบค่าย "เจอเนสส์"  แบบหนีเสือปะจระเข้อีกเช่นกัน  เพราะค่ายนี้ก็ทุนจดทะเบียนบริษัทแค่ 3 ล้านบาท  ส่วน "ชนิดา บูรณะบุตร"  เข้าซบ "บีฮิบ"  สร้างกระแสร้อนแรงในช่วงเริ่มต้น  "ทีมข่าวเอ็กซเรย์"  พบว่า  ค่ายนี้ก็มีทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาทเช่นกัน  แถมผู้ถือหุ้นต่างก็เป็นคนไทยล้วน ๆ  ไม่มีฝรั่งหัวแดงเข้ามามีเอี่ยวแม้แต่คนเดียว  โดยมี "ฐาณุพงศ์  ธีรสุขุมวริทธิ์"  เป็นกรรมการผู้จัดการเพียงผู้เดียว  ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้  "ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์"  อดีตผู้บริหาร "เอเจลฯ"  เป็นกรรมการผู้จัดการ

     ต้องยอมรับว่า  ธุรกิจเครือข่ายหรือขายตรงได้กลายเป็นอาชีพใหม่ที่เนื้อหอมสุด ๆ  ถือเป็นเทรนด์ใหม่มาแรงแข่งกันเปิดคึกคัด  ทั้งบริษัทคนไทย  และบริษัทข้ามชาติ  ถือเป็นอุตสาหกรรฒสามารถที่ผันเงินสดหมุนเวียนในระบบได้เป็นอย่างดี  ย่อมเป็นที่ต้องตาต้องใจให้กับกลุ่มนักลงทุนไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

     เมื่อเงินสดหมุนเวียนคล่องตัวการขับเคลื่อนทางธุรกิจให้เติบโตก็ง่าย  ภายใต้บรรยากาศของการลงทุนในธุรกิจขายตรงที่ยุคนี้  ย่อมปะปนด้วยบริษัทน้ำดีและน้ำเสียเป็นเรื่องธรรมดา  ฉะนั้น  ประชาชนคนไทยจำเป็นต้องตรวจสอบความพร้อมของบริษัทนั้น ๆ  ว่า  ของจริงหรือแค่สร้างภาพลวงตาเท่านั้น

     สิ่งแรกที่ประชาชนผุ้สนใจทำอาชีพเครือข่ายกับบริษัทเปิดใหม่  จะต้องให้ความสำคัญเรื่องข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ  อาทิ หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ  อย่าเป็นคนหูเบาใจง่ายก่อนที่จะมีโอกาสเสพข่าวสารให้รอบด้านเสียก่อนมิเช่นนั้น  ก็จะกลายเป็นเหยี่อของพวกแม่ทีมจอมสร้างภาพโดยไม่รู้ตัว

     โดยเฉพาะข้อความที่โพสต์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  ว่าทำงานง่ายแค่ 1-2 เดือน  ก็มีรายได้ 2-3 แสนบาท  หรือทำงาน 6 เดือนก็รับแล้วเป็นล้าน  ข้อความที่ขึ้นในลักษณะที่ว่านี้  ล้วนอุปโหลกสร้างภาพหลอกลวงคนโลภทั้งสิ้น

     "เวลานี้พวกแม่ทีมบริษัทขายตรงที่เปิดใหม่ๆ  ได้กลายเป็นแก๊งค์จัดฉากสร้างภาพปั่นกระแสแบบเนียน ๆ ประชาชนหรือผู้บริโภคประเภทหูเบาใจง่าย  ก็จะกลายเป็นเครื่องมือ  หรือตกเป็นเหยี่อ  ของคนพวกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย"

     การที่ประชาชนหลงเข้าไปอยู่ใน  "กับดักทางการเงิน"  ที่พวกแม่ทีมกลุ่มหนึ่ง  "ขุดหลุมดัก"  ไว้โดยไม่รู้ตัวนั้น ก็ได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้คนที่ทำอาชีพขายตรงอยู่ไม่น้อย  บัดนี้กลุ่มแม่ทีมที่มีพฤติกรรมหลอกลวงได้กลายเป็น "ลัทธิเลียนแบบ"  โดยใช้สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหากิน  ซึ่งมีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น  ส่วนใหญ่คนพวกนี้จะใช้บริษัทขายตรงข้ามชาติที่เปิดใหม่เป็นตัวดูดจุดกระแส  เพราะมีต้นทุนความน่าเชื่อถือทางสังคมมากกว่าบริษัทคนไทยนั่นเอง

เอ็กซเรย์ขายตรงข้ามชาติ

"โมนาวี"ดีกรีนอกแรงไม่แรง

     บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด  ได้จดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2554  โดยมี บริษัท โมนาวี โฮลดิ้งส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  ถือหุ้น 29,998 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท  "นายเดวิด แอร์ร๊อควู๊ด"  เป็นกรรมการผู้จัดการ  หรือพูดง่าย ๆ  ฝรั่งถือหุ้น 100% ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาท

     เดิมที นายแรนดี้ ลาร์เซ่น  ซึ่งเป็นผู้บริษัทระดับสูงของบริษัทโมนาวีฯ  แห่งรัฐยูทาห์  เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนดังกล่าว  ต่อมาหุ้นของบริษัทฯ  ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "นายเดวิด แอร์ร๊อควู๊ด"  มีความสอดคล้องกับกระแสข่าวที่ว่าบริษัทแม่เปลี่ยนใจไม่เข้ามาลงทุนเปิดบริษัทในเมืองไทยทำให้กลุ่ม "ชนิดา บูรณะบุตร"  แตกทัพในเวลาต่อมา

     ฉะนั้น  "นายเดวิด แอร์ร๊อควู๊ด"  อาจมีบทบาทเป็นเพียงแม่ทีม  ซึ่งเดิมได้ถือหุ้นเพียง 1 หุ้นเท่านั้น  กับ นางสาวรัศมี  แสงประทีป  นี่ก็เป็นอีก 1 คนไทยที่มีรายชื่อผู้ถือหุ้นในบริษัท  โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด  จำนวน 1 หุ้น  ตรงนี้จึงเกิดข้อสงสัยไม่น้อยในแวดวงคนขายตรงว่า  บริษัทแม่ของ "โมนาวี"  ได้เข้ามาลงทุนจริงหรือไม่อย่างไร  ถ้าลงทุนจริงทำไมออกข่าวฟอร์มยักษ์  แต่ทุนจดทะเบียนเปิดบริษัทมีแค่ 3 ล้านบาทเท่านั้นเอง  โดยมีเครื่องดื่มน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพเข้ามาทำตลาดคล้าย ๆ เมื่อหลายปีก่อน  ที่บริษัทตาฮิเตียน โนนิ   ได้นำน้ำลูกยอมาจุดกระแสตลาดในเมืองไทยเป็นที่ฮือฮามาแล้ว

     "ที่ผ่านมาบริษัทขายตรงข้ามชาติ  ซึ่งมาเปิดในเมืองไทยล้วนเกิดจากกพลุ่มแม่ทีมของคนไทยที่อกหักจากค่ายเดิม  ผนึกกำลังกันสร้างกระแส  ทำยอดขายในฐานะสายงานประจำประเทศไทย  หวังใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในเชิงธุรกิจให้เข้าตาผู้บริหารของบริษัทแม่ที่ต่างประเทศ  ซึ่งมักจะได้ผลมาแล้วหลายบริษัท  เมื่อกลุ่มแม่ทีมพากันปั่นยอด  ปั่นกระแสจนผู้คนเข้าไปร่วมธุรกิจจำนวนมาก  มียอดซื้อทะลุเพดานทั้ง ๆ  ที่บริษัทแม่ยังไม่ได้เข้ามาเปิดอย่างเป็นทางการ  จุดนี้แหละที่ทำให้ผู้บริหารบริษัทแม่ต่างตะลึงมาแล้วกับกระแสตอบรับ  ในที่สุดบริษัทแม่ก็เข้ามาเปิดบริษัทในไทยจริง ๆ"  ผู้นำรายหนึ่งที่เพิ่งอกหักจากบริษัทขายตรงข้ามชาติเดิมหมาดๆ ตั้งข้อสังเกต

ไหวไหม๊ค่าย "เจอเนสส์" "กบ-ธเนตร" หัวหอกสานฝัน

     เมื่อมีข่าวว่า  บริษัทแม่ของ "โมนาวี"  ไม่ได้เข้ามาลงทุนจริง  และได้หันหัวเรือไปประเทศอื่นแล้ว  ทำให้แม่ทีมใหญ่หลายคนที่แตกมาจาก "เอเจล"  หันรีหันขวาง  ไม่รู้จะเดินไปทางไหน  เริ่มต้นจาก กบ-อนุสรา และ ธเนตร วงษา"  ตั้งแต่เดินออกมาจาก "เอเจล"  ภาพลักษณ์เสื่อมถอยไปเยอะ  เพราะในยุคที่ "ธเนตร วงษา"  ไปอยู่ค่ายเอเจลใหม่ ๆ  มักกระพือข่าวบ่อย ๆ  ว่า  จะอยู่บ้านหลังนี้เป็นแห่งสุดท้าย  จะไม่ย้ายไปไหนอีก  ภารกิจหลักคือ  การสร้างสายงานให้มีรายได้หลักแสนหลักล้าน

     พอเอาเข้าจริง ๆ  "ธเนตร วงษา"  ก็ไม่สามารถนำพาทีมงานให้ประสบความสำเร็จได้  จนสายงานบางส่วนที่อยู่ทีมเดียวกับ "ธเนตร วงษา"  ต้องเผ่นออกมาจาก "เอเจล"  เพราะพลาดท่าเสียทีในเชิงการตลาด  แถมทีข่าวว่าจะถูกหน่วยงานรัฐเล่นงาน  ส่งผลให้  "กบ-ธเนตร"  ต้องเกาะกลุ่ม "ชนิดา บูรณะบุตร"  เข้าไปจุดกระแสที่ค่าย "บีฮิบ"  โดยโพสต์ข้อความตามเว็บดังนี้

Bhip Global  เปิดรับผู้นำต้นสายในไทย  เตรียมเปิดตัวในไทย 1 มีนาคม 2554 นี้

     ทำไม ต้องเลือก Bhip Golbal

     ทำไม อ.ชนิดา อ.ณัฐรินทร์ ต้องเลือก Bhip Global

     ทำไม คุณหมอ สิทธิวีร์ ต้องเลือก Bhip Global

     ทำไม อ.ธเนตร วงษา ต้องเลือก Bhip Global

     และทำไมทีมงานทุกคนเลือก Bhip Global

     Bhip Global  มีผลไม้ที่ดีที่สุดในโลก  ณ ขณะนี้
    
     Bhip Global  เป็นบริษัทที่จ่ายผลตอบแทนมากที่สุดในโลก  ไม่ว่าจะเป็นทั้ง TVC 100,000$  หรือ 3.5 ล้าน ต่อเดือน Matching 20%20%10% อื่นๆ....ที่มากที่สุดในโลก

     นั่นแสดงว่า  "ธเนตร วงษา"  ได้หลวมตัวเข้าไปร่วมงานกับ "ค่ายบีฮิบ"  ในช่วงเริ่มต้น  ถึงได้ออกมาเชียร์ชนิดทีสุดลิ่มทิ่มประตู ว่า "บีฮิบ"  มีความพร้อมทุกอย่าง  ในที่สุด  "ธเนตร"  ก็ไม่ได้ร่วมงานกับ "ค่ายบีฮิบ"  เหมือนอย่างที่โฆษณาไว้สวยหรู

     "เมื่อกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา  ผมเห็น ธเนตร วงษา  เดินอยู่บนห้างฯ  อิมพีเรียล ลาดพร้าวรู้สึกเปลี่ยนไปจากอดีตมาก ๆ  เดิมธเนตรจะหน้าตาผ่องใส  เบิกบานมีน้ำมีนวล  ยิ้มแย้มแจ่มใส  อารมณ์ดี  แต่วันนั้นที่เห็นใบหน้าดูหมองคล้ำเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด  ผิดกับธเนตรในยุครุ่งเรืองจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว"  ผู้บริหารขายตรงที่อยู่บนห้างฯ  อิมพีเรียล ตั้งข้อสังเกต

     ล่าสุด "ธเนตร วงษา"  ก็ใช้กลศึกการตลาดแบบเดิม  ซึ่งใช้ได้ผลมาอย่างต่อเนื่อง  โดยอาศัยสื่ออินเตอร์เน็ตเป็นหัวหอกในการหาสมาชิก  ต้องยอมรับว่ายุคนี้ โซเชียล เน็ตเวิร์ค  มีบทบาทอย่างมากต่อสังคมออนไลน์  "ธเนตร วงษา"  ก็อาศัยสื่อนี้แหละจุดกระแส  บริษัท เจอเนสส์ฯ  ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงข้ามชาติ  โดยมีสินค้าเพื่อความงามในการทำตลาด  ซึ่งแผนการตลาดของเจอเนสส์ "ธเนตร วงษา"  บอกว่าแรงตัดขั้วหัวใจ  จ่ายผลตอบแทนมากที่สุดในโลก  เป็นคำพูดเดียวกับที่เข้าไปร่วมกับ "ค่ายบีฮิบ"  ยังไงยังงั้น

     ที่แน่ ๆ  ทีมข่าวได้ล้วงลึกลงไปพบว่า  "บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด"  มีผู้ถือหุ้น 3 รายคือ บริษัท เจอเนสส์ แอลแอลซี  จำนวนหุ้นที่ถือ 29,998  หุ้น รวม 30,000 หุ้น อีก 2 หุ้น เป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้นเอง  ด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท  โดยมี นางสาว เวนดี้ รูธ ลูอิส เป็นกรรมการผู้จัดการ

     "เจอเนสส์"  จะไปถึงดวงดาวหรือไม่  บทวิเคราะห์ท้าย ๆ  ยังมีอะไรดี ๆ ให้ติดตาม.....

จับตาค่าย "บีฮิบ" แม่ทีมเปิดเอง หรือบริษัทแม่ ลุยเต็มพิกัด

     อีกค่ายหนึ่งที่กล่าวถึงไม่น้อยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นั่นก็คือ  บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด  ที่กลุ่มแม่ทีมชุดใหญ่แห่ซบในช่วงที่เดินปัดก้อนออกจาก "โมนาวี"  โดยมี "ชนิดา บูรณะบุตร"  และ "ดนัย วงศ์ประเสริฐ"  ร่วมกันนำทัพสร้างกระแส  แรกเริ่มเดิมทีก็มี "ธเนตร วงษา"  เข้าร่วมขบวนการนั้นด้วย  แต่ภายหลัง "ธเนตร"  เห็นท่าไม่ดีก็เลยไปร่วมกับ "เอเจล" แทน

     นับตั้งแต่ "ชนิดา บูรณะบุตร"  ได้ย้ายออกจาก "เอเจล"  ภาพลักษณ์  และความเชื่อถือของ "ชนิดา"  ดูเหมือนพลังศรัทธาในสายตาของทีมงานจะเสื่อมถอยลงไปมาก  เพราะผู้คนที่ติดตามข่าวคราวของ  "แม่ทีมหญิง"  คนนี้  เริ่มรู้กลยุทธ์ในการสร้างกระแสในธุรกิจเครือข่ายอย่างทะลุปรุโปร่ง

     กล่าวคือ  "ชนิดา บูรณะบุตร"  คือ แม่ทีมอันดับต้นๆ  ที่มีส่วนไม่น้อยในการจุดกระแสให้ "นู สกิน"  เกิดในเมืองไทยเมื่อกว่า 10 ปีก่อน  หลังจากนั้น "ชนิดา"  ก็ย้ายค่ายไปจุดกระแสให้บริษัทขายตรงข้ามชาติรายใหม่  นั่นคือ "บริษัท ซินเนอร์จี้ฯ"  โดยจัดเช็คเรทติ้งระดมคนก่อนที่บริษัทจะเข้ามาเปิดทำตลาดอย่างเป็นทางการที่  รร.แชงกรี-ลา  ถ.เจริญกรุง เสียอีก

     เพราะ  "ชนิดา"  เองก็หวังอย่างยิ่งที่จะยึด  "ซินเนอร์จี้"  เป็นบริษัทขายตรงแห่งสุดท้ายที่จะเกษียณตัวเอง  แต่กลับไม่เป็นดั่งฝัน  เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารและผู้นำหลัก ๆ  ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น  ในที่สุด "ชนิดา บูรณะบุตร, ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์  และนิติ สว่างทรัพย์"  ได้กอดคอกันออกมาจากค่าย ซินเนอร์จี้  แล้วไปจุดกระแส  "บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด"  แรกเริ่มเดิมทีบริษัทแม่ที่อเมริกายังไม่ได้เข้ามาลงทุนอย่างเป็นทางการ  แต่กลุ่มแม่ทีมไปจดทะเบียนบริษัทกันเองแล้วสร้างกระแสได้ร้อนแรง  ทำให้ยอดขายค่ายนี้พุ่งพรวด  บริษัทแม่เห็นลู่ทางตลาดเมืองไทยแจ่มใส  จึงได้เข้ามาเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการในภายหลัง

     ที่สำคัญ "บริษัท เอเจลฯ" เกิดในช่วงจังหวะที่ "ค่ายโสม เกาหลี"  ล่มสลาย  กอปรกับบริษัทสปอร์ตทรอนฯ  ช่วงนั้นมีปัญหาภายใน  จึงทำให้แม่ทีมใหญ่อย่าง "ดนุ"  ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "พรภวิษย์ วงศ์ประเสริฐ"  ของค่ายดังกล่าว  ลาออกไปอยู่  "เอเจล"  แถมยังไปดึง  "ธเนตร วงษา"  ที่ชวงนั้นยังหาที่ลงไม่ได้ไปร่วมงานที่เอเจลฯ  อีกด้วย

     แม่ทีมกลุ่มนี้ได้สร้างกระแสจน  "เอเจลฯ"  มีชื่อเสียงเกรียงไกรในยุทธจักรขายตรงไทยแต่ละคนต่างก็คุยว่ามีรายได้เดือนละ 2-4 ล้านบาท  ออกข่าวซื้อรถเฟอร์รารี่  และรถเบนซ์หรูสร้างกระแสฮือฮา  แต่สมาชิกเอเจลฯ  ก็ฮึกเหิมได้ไม่ถึง 3 ปี  ในที่สุดกลุ่มแม่ทีมที่ว่าสุดยอดของเมืองไทยก็พากันแตกกระเจิงด้วยข่าวในเชิงลบรอบด้าน

     มาถึงตรงนี้จะเห็นว่า เส้นทางเดินของ "ชนิดา บูรณะบุตร"  ในฐานะแม่แบบของการนำบริษัทข้ามชาติมาจุดกระแสสร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง  จะร่วมงานกับบริษัทนั้น ๆ  ได้ไม่เกิน 3 ปี  พอกระแสค่ายนั้นเริ่มแผว  ยอดขายไม่กระเตื้อง  ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นแม่ทีมระดับชาติก็มักจะเผ่นหนีไปหาบริษัทขายตรงข้ามชาติค่ายใหม่อยู่ก่อนใครเพื่อน  ปล่อยให้ทีมงาน  หรือสมาชิกรุ่นหลัง ๆ  ล้วเหลวคนแล้วคนเล่า  ทำให้หลายคนต่างสาปส่งกับอาชีพเครือข่ายหรือขายตรงไปเลยทีเดียว

      การที่ "ชนิดา บูรณะบุตร"  ได้ควงแขน  "ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์"  และแม่ทีมอีกหลายคนไปจุดกระแส  "บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด"  ครั้งนี้ ก็จะใช้รูปแบบการเดินเกมส์เหมือนตอนที่ไป บริษัท เอเจลฯ ใหม่ ๆ  กล่าวคือ  กลุ่มแม่ทีมคนไทยได้ร่วมกันไปจดทะเบียนบริษัทกันเอง  แรกเริ่มเดิมทีมี "ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์"  เป็นกรรมการผู้จัดการ "บีฮิบ" เพียงคนเดียว

     หลังจากมีข่าวไม่ค่อยเป็นมงคลกระจายออกไปกว้างขวางว่า  บริษัทแม่ที่สหรัฐฯ  ยังไม่ได้มาเปิดอย่างเป็นทางการ  เพียงคนไทยไปสมัครเป็นสมาชิกที่ต่างประเทศ  แล้วเอามาประโคมข่าวจุดกระแสเท่านั้น

     ล่าสุดบริษัท บีฮิบฯ ก็ไม่มีชื่อ "ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์"  เป็นกรรมการแต่อย่างใด  กลับกลายมีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นคนไทยล้วน ๆ  ดังนี้ 1. นายฐาณุพงศ์ ธีรสุขุมวริทธิ์  จำนวนหุ้นที่ถือ 4,500 หุ้น  2. นางสาวลักษมี จงจำรัสศิลป์ จำนวนหุ้นที่ถือ 4,500 หุ้น 3. นายบุญศรี สีภา จำนวนหุ้นที่ถือ 7,500 หุ้น 4. นายนิติพจน์ คงจันทร์ จำนวนหุ้นที่ถือ 7,500 หุ้น 5. นางสาวนวลจันทร์ เจริญสุข จำนวนหุ้นที่ถือ 6,000 หุ้น รวม 30,000 หุ้น ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท

     เมื่อกางหน้าไพ่ของบริษัทขายตรงข้ามชาติทั้ง 3 ค่ายให้เห็นกันจะจะคาตาแบบนี้แล้ว  ก็พอจะวิเคราะห์เจาะลึกถึงความน่าจะเป็นได้ว่า....

     ก็คงจะเข้าตำราแบบเดิม ๆ  โดยกลุ่มแม่ทีมชุดเดิม ๆ ใช้บริษัทขายตรงข้ามชาติสไตล์เดิม ๆ มาสร้างกระแสเดิม ๆ  หากินกับสมาชิกหน้าใหม่ ๆ แบบเดิม ๆ โดยใช้ "Social Network"  ที่ใช้ได้ผลมาแล้วในอดีตเดิม ๆ  คอยจุดกระแสเพื่อกระตุ้นต่อมอยากของคนอยากรวยแบบง่าย ๆ

     แต่ยุคนี้สมัยนี้การทำตลาดในรูปแบบดังกล่าว  อาจไม่ลื่นไหลและง่ายอย่างที่คิดเนื่องจากเกมการแข่งขันในระบบเครือข่ายเมืองไทยได้เปลี่ยนไปมาก

     สิ่งหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกที่ไม่ควรมองข้าม  ก็คือ การที่กลุ่มแม่ทีม  ซึ่งเคยร่วมงานกันมา ที่เรียกว่า "วัวเคยค้า ม้าเคยขี่"  หรือพูดง่าย ๆ  ก็คือ แม่ทีมแต่ละกลุ่มต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี  ฉะนั้น  กลศึกและเกมส์การแข่งขัน  น่าจะมีการโหมประโคมข่าวแลกหมัดกันอย่างเมามัน  ใครสร้างภาพสร้างกระแสได้เก่งและต่อเนื่องกว่าคนนั้นได้เปรียบ

     คราวนี้ก็ต้องมาวัดกันตรงที่ "หน้าตัก"  หรือเงินลงทุนของแต่ละค่ายไม่ว่าจะเป็นค่าย "โมนาวี, บีฮิบและเจอร์เนสส์"  บริษัทไหนมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านการเงินมากกว่ากัน  ค่ายนั้นย่อมมีลู่ทางที่แจ่มใสกว่า

     แต่เท่าที่สัมผัสฐานการเงิน  และความพร้อมของทั้ง 3 บริษัท มองกันแบบ "ฉาบฉวย"  ก็พอจะฉายภาพให้เห็นเด่นชัดของบริษัทขายตรงข้ามชาติที่ว่านี้แต่ละค่ายต่างก็ใช้ทุนจดทะเบียนแค่ 3 ล้านบาท  เมื่อ "เอ็กซเรย์" แบบทะลุทะลวง  ยิ่งพบว่า ทั้ง 3 ค่ายที่กล่าวมานี้ "บีฮิบ" น่าจะอยู่ในอับดับท้าย ๆ  ที่ยากจะไปถึงดวงดาวได้

     เพราะหน้าไพ่ที่เปิดออกมาไม่ค่อยเข้าตากรรมการ  ถ้าจะวิเคราะห์กันตามเนื้อผ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้  บอกได้คำเดียวบริษัทแม่ไม่ได้มาลงทุนแต่อย่างใด ภาพที่ฉายออกมาอาจเป็นเพียงกลุ่มสมาชิกคนไทยไปลงทุนกันเอง  หวังจุดกระแสสร้างเรทติ้งหยั่งเชิงการตลาด

     อย่าลืมนะว่า  ในอดีตบริษัทขายตรงข้างชาติที่เปิดใหม่ในไทย  กลุ่มแม่ทีมมักจะลงขันกันซื้อหน้าโฆษณาตามสื่อขายตรงเพื่อจุดกระแสสร้างภาพเรียกน้ำย่อย  โดยใช้เงินเพียงไม่กี่แสนบาทล่อเป้า  เพียงเพื่อหวังเอาชื่อ  "หัวหนังสือพิมพ์"  ไปเสริมเครดิตสร้างความเชื่อถือให้กับประชาชนที่สนใจ  แล้วนำภาพข่าวที่ลงตามสื่อนั้น ๆ  ไปโพสต์ข้อความตามเว็บไซต์ต่าง ๆ  เท่านั้น  พูดง่าย ๆ  ต้องการกระตุ้นความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคหน้าใหม่ ๆ นั่นเอง

     ฉะนั้นบริษัทขายตรงข้ามชาติรายใด  คิดจะแจ้งเกิดภายใต้กลไกการแข่งขันที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน เช่นนี้  ด้วยการอาศัยกลุ่มแม่ทีมลงขันโฆษณาผ่านสื่อกันเอง  โดยบริษัทแม่ไม่ยอมควักเงินส่งเสริมการตลาดจริงจังโอกาสที่จะผงาดในวงการขายตรงไทยไม่น่าจะง่ายอย่างที่ผ่านมา

     เพราะยุคนี้สมัยนี้คนไทยเริ่มรู้ทันสไตล์การทำงานแบบเดิม ๆ  ของพวกแม่ทีม  ที่ชอบสร้างภาพ สร้างกระแส "ลวงโลก"  กันมากขึน  เนื่องจากมีกระจายกันอยู่หลายบริษัท  ดีไม่ดีอาจเป็นยุค "ล่มสลาย" ของบริษัทขายตรงข้ามชาติหน้าใหม่ ๆ  ที่พวกแม่ทีมบางคนเอามาใช้เป็นเครื่องมือ "จับเสือมือเปล่า"  เข้ามาหากินในเมืองไทยก็อาจเป็นได้

     หรือดูกันง่าย ๆ  บริษัทขายตรงข้ามชาติทั้ง 3 ค่าย เขาฉายหนังตัวอย่างคล้าย ๆ กันให้ดู ถ้าผู้ชมต้องการรู้ว่าหนังเรื่องไหนจะมีเนื้อหาสนุกเร้าใจ  ดูว่าค่ายไหนจะฟอร์มยักษ์เป็นของจริง  หรือค่ายไหนเป็นแค่การสร้างภาพลวงตา  โดยไม่ต้องส่งให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ"  ตีความ  อีกไม่นานเราก็เห็นคำตอบที่แท้จริง

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์

ความคิดเห็นของผุ้ใช้(ยอดรวม0หมายเลขของผู้ใช้ความคิดเห็น)

  • คุณยังไม่ได้แสดงข้อคิดเห็น
รวมทั้งหมด 0 บันทึก, แบ่งออกเป็น1 หน้า. หน้าแรก ก่อนหน้า หน้าต่อไป หน้าสุดท้าย
ชื่อผู้ใช้: บุคคลทั่วไป
E-mail:
ระดับ:
เนื้อหา:
รหัสยืนยัน: captcha